จริงๆในใจของคนทุกคนต้องถือว่าก็ยังมีกิเลสอยู่มากบ้างน้อยบ้างต่างๆกันไป กิเลสเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นตระกูลราคะ โทสะ โมหะก็ตามก็จะต้องคอยดึงใจเราเองให้ไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ดีงาม ถ้าใช้ศัพท์ทางโลก เป็นสันชาติตยานดิบ ที่ดึงใจไปเรื่องที่ไม่ค่อยดี อยู่ที่ว่าจะต้องมีเครื่องช่วยเหนี่ยวรั้ง ใจเรากลับมา เราต้องมีเครื่องยับยั้งชั่งใจว่าอะไรควรไม่ควรแล้วสามารถปิดเบรกตัวเองได้ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยหลักๆเนี่ยสิ่งที่เหนี่ยวรั้งใจคนไม่ให้ไปทำในสิ่งที่ไม่ดีมีอยู่ ๓ อย่าง
อันที่ ๑ คือ
พลังในด้านศีลธรรม อันนี้จะมาจากคำสอนในพระศาสนาเป็นหลัก พลังศีลธรรมทางศาสนาเนี่ยเป็นเครื่องยับยั้งชั่งใจที่แข็งแรงมาก แล้วก็จะทำให้คนคนนั้นไม่กล้าทำบาป ไม่กล้าทำสิ่งไม่ดีแม้ไม่มีคนเห็นก็ตาม แม้ไม่ถูกจับไม่ผิดกฎหมายก็ตามก็ไม่กล้าทำ
อันที่ ๒ คือ เป็น
พลังของครอบครัว พลังครอบครัวเนี่ยถ้าครอบครัวเข้มแข็ง ทุกคนจะรักใคร่สามัคคีกรมเกรียวกัน จะมีพลังมหาศาลเหมือนกันนะเช่นเด็กๆ ถ้ารักคุณพ่อคุณแม่กตัญญูต่อท่าน ถึงคราวเพื่อนๆมาชวนไปทำอะไรที่ไม่ดีนึกขึ้นว่า แม้ถ้าเกิดคุณแม่รู้คุณพ่อรู้ท่านคงจะเสียใจมากเลยไม่เอาดีกว่า เพราะความรักคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมไปทำกลัวท่านจะผิดหวังจะเสียใจหรือคุณพ่อคุณแม่ก็ตาม ถึงคราวจะไปทำอะไรตามใจตัวเองเข้าพอนึกถึงลูกไม่เอาดีกว่านึกถึงลูกห่วงอนาคตของลูก ก็เลยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่ดีและเกิดพลังในการทุ่มเททำการทำการงาน เพราะหวังจะสร้างอนาคตให้ลูกๆเป็นครอบครัวเป็นต้นเป็นแรงจูงใจทางบวก นี้คือพลังของครอบครัวเป็นต้น
อันที่ ๓ คือ
พลังของสังคม .
ถ้าสังคมมีแนวความคิดอะไร อย่างไรเนี่ย ก็จะจูงให้คนทำตามในแนวคิดของสังคมได้เยอะ เช่นถ้าสังคมไหนเห็นว่าการที่ผู้ชายมีไปยุ่งกับผู้หญิงได้เยอะๆเนี่ยมันเป็นความโก้อีกอย่างหนึ่งรู้สึกว่าแม้เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ ไปพูดคุยกันในหมู่ผู้ชายด้วยกันได้ คุยข่มกันด้วยมันก็จะเกิดแรงจูงใจให้คนทำอย่างนั้น โอ้โห้นั่นเป็นสุดยอดขุนแผน เลยนะ คนก็รู้สึกว่าอยากเป็นขุนแผนบ้างอันนี้มันก็จะเกิดแรงจูงใจให้ไปทำอย่างนั้นละ ซึ่งความเสียหายก็จะเกิดขึ้น และรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับอีกเพศหนึ่ง
เพราะฉะนั้นเราต้องตระหนักถึงความสำคัญของวัฒนธรรมของประเพณีตรงนี้ด้วยแล้วก็ปรับแก้ให้ครบท้งระบบถ้าอย่างนี้แล้วละก็ ถึงจะเป็นแรงจูงใจ

ขอขอบพระคุณธรรมะดี ๆ จาก ท่านพระมหา ดร.สมชาย ฐานวุฑฺโฒ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา วัดพระธรรมกาย ในรายการข้อคิดรอบตัว
