ละครฟื้นฟูศีลธรรมโลก

ละครเรื่อง : “ บันทึกลูกผู้ชาย ”
เขียนโดย KRU.IN.TH
วันเสาร์ ที่ 3 เดือนเมษายน พ.ศ.2553

            “วัชระ”เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากลอง เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว เมื่อวัชระได้เข้าเรียนที่โรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง วัชระต้องผ่านการรับน้องที่รุนแรงและไม่เหมาะสมพร้อมกับคำสอนจากรุ่นพี่ที่บอกให้ “รักสถาบัน” วัชระทั้งติดยาและมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเด็กอาชีวะต่างสถาบันโดยมีหน่องและวินเพื่อนกลุ่มเดียวกันไปด้วยทุกครั้ง

ส่วนเพื่อนของวัชระอีกคนหนึ่งคือ “แต้ว” ก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้เกรดในวิชาเรียนมาโดยที่ไม่ต้องทนตรากตรำเรียน แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เพราะคำสอนของ ครูกมลซึ่งเป็นครูผู้ที่วัชระสนิทที่สุดสามารถปรึกษาได้ทุกเรื่อง

เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนร่วมแก๊งของวัชระต้องจากไป เพราะเสพยาเกินขนาด จากเหตุการณ์นี้ทำให้วัชระเริ่มคิดอยากจะกลับตัวกลับใจ เพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่เสียใจจึงไปปรึกษากับครูกมลเพื่อขอความช่วยเหลือในการเลิกยา แต่ครูกมลก็ตัดสินใจที่จะบอกพ่อของ วัชระ เพื่อนำตัววัชระไปรักษาที่สถานบำบัดโดยมี“ยอด”รุ่นพี่ที่เคยเรียนสถาบันเดียวกับวัชระ ซึ่งเคยติดยามาก่อนเป็นผู้ดูแลคอยให้ความช่วยเหลือแนะนำจนกระทั่งวัชระสามารถเลิกยาได้สำเร็จและออกมาจากที่นั่น พร้อมกับสมุดบันทึกความดีที่บันทึกสิ่งดีๆที่ได้ทำมาตลอดระยะเวลาที่อยู่ในสถานบำบัด

และเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องเข้าฝึกงาน สถานประกอบการหลายๆแห่งมักจะไม่ตอบรับการรับเด็กอาชีวะเข้าฝึกงาน แต่วัชระสามารถพิสูจน์ตัวเอง จนสามารถเข้าฝึกงานได้ เรื่องราวเลวร้ายต้องมาเกิดกับวัชระอีกครั้ง เมื่อต้องมาเจอกับคู่อริเก่าต่างสถาบันที่มาฝึกงานที่เดียวกัน “หนุ่ม”พยายามพูดจากดดันและหาเรื่องอยู่บ่อยๆ แต่แล้ววัชระก็ตั้งใจทำงานด้วยความอดทนและพยายามเรียนรู้ประสบการณ์จากที่ฝึกงานอย่างตั้งใจ และคอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ทำให้วัชระกลายเป็นมิตรกับทุกๆคนรวมไปถึงหนุ่มด้วย จากนั้นทั้งหนุ่มและวัชระก็ต่างช่วยเหลือกัน ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนรักต่างสถาบัน มองมุมมองการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปและรู้จักอยากที่จะช่วยเหลือสังคมมากขึ้น ทั้งยังชวนรุ่นน้องที่เข้ามาเรียนใหม่ ร่วมรับน้องด้วยการทำความดีช่วยเหลือสังคม ไม่ทะเลาะวิวาทกันอย่างที่เคยเป็นมา และชักชวนน้องๆปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเรียกว่า “ รักสถาบัน ” อย่างแท้จริง

 

ดูสื่อ VDO เรื่อง 5 ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย  คลิ๊กที่นี่หรือรูปด้านล่าง


5 ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย

เมื่อหลวงพ่อเขียนหนังสือครอบครัวอบอุ่นเรียบร้อย ก็ใจชื้นขึ้นมาว่าเราทำงานของเราเสร็จแล้ว แต่หลังจากไปพลิกแล้วพลิกอีก พบว่าไม่เสร็จ เพราะคุณยายอาจารย์ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้

คุณยายอาจารย์เจาะลึกมาถึงการสร้างนิสัยที่เหมาะแก่การเข้าถึงธรรมว่า

๑. ทำอย่างไรจะให้ลูกหลานของเรา มีนิสัยรักความสะอาดจริง

๒. ทำอย่างไรจะให้ลูกหลานของเรา มีนิสัยเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเอาใจเราใส่ใจเขา

หลวงพ่อนึกทบทวนว่า คุณยายอบรมหลวงพ่อก่อนบวชมาอย่างไร อบรมอุบาสก อุบาสิกาอย่างไร อบรมญาติโยมในสมัยบุกเบิกที่มาใกล้ชิดคุณยายอย่างไร หลับตานึกถึงภาพเหล่านั้นแล้ว ก็เลยทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งได้สรุปหลักการเป็นหัวข้อในเชิงปฏิบัติไว้ระดับหนึ่ง ให้ชื่อหนังสือว่า ๕ ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย เพื่อให้พวกเรานำมาใช้ฝึกตัวเองให้ได้จริง ๆ แต่ถ้ามีหนังสือแล้วไม่เอามาฝึกตัวเอง ก็ไม่เกิดประโยชน์อีก เพราะว่าในเล่มนี้ เป็นการสรุปหลักการสร้างนิสัยที่คุณยายให้ไว้ คือ

๑. ห้องนอน คือ ห้องมหาสิริมงคล

ถ้าถามว่าห้องนอนคือห้องอะไรกันแน่ บางท่านอาจตอบว่า ในเมื่อตั้งชื่อว่าห้องนอน มันก็ต้องใช้นอนน่ะสิ ถ้าอย่างนั้นตอบดูเบาไป
ห้องนอน คือ ห้องสำหรับพัฒนานิสัยรักบุญกลัวบาป

หน้าที่หลักของห้องนอนมีอะไรบ้าง

๑) ห้องนอนเป็นห้องสำหรับการปลูกฝังสัมมาทิฐิ

การสอนลูกหลานให้รู้จัก ดี ชั่ว บุญ บาป อย่างชนิดฝังใจ จะอยู่ที่ห้องนอนนี้ เพราะโดยทั่วไปช่วงก่อนนอนเป็นช่วงที่อารมณ์ดีที่สุด การสอนลูกหลานให้มีความเคารพในพระรัตนตรัย ต้องฝึกจากห้องนอน โดยทั้งพ่อทั้งแม่กราบพระพุทธรูปด้วยกัน รำลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน

การสอนลูกให้กราบเท้าพ่อแม่ก็ฝึกจากห้องนอน เพราะเมื่อลูกกราบ พ่อแม่ก็ให้พร ความอบอุ่นใจก็เกิดขึ้นก่อนนอน ทำให้ปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีลงไปในใจได้โดยง่าย

๒) ห้องนอนเป็นห้องสำหรับฝึกสัมมาสมาธิให้ใจตั้งมั่นอยู่ในศูนย์กลางกายเป็นปกติ

พ่อ แม่ ลูก จะนั่งสมาธิ ก็นั่งในห้องนอน กลั่นใจให้บริสุทธิ์ก่อนนอน ทำอย่างนี้ หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จได้ เข้าถึงพระธรรมกายในตัวได้ง่าย ทำให้มีกำลังใจในการสร้างบารมีไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำบอกเอาไว้

ศัตรูตัวฉกาจของห้องนอนคืออะไร

หลวงพ่อต้องถามก่อนว่า ใครมีทีวีอยู่ในห้องนอนบ้าง กลับไปบ้านวันนี้ ยกออกมาข้างนอกเสีย เพราะทีวีทำให้ไม่ได้นั่งสมาธิ เริ่มแรกว่าจะดูข่าว ต่อมาก็ดูละคร จบแล้วก็ดูหนังต่อ พอง่วงขึ้นมาก็เข้านอนโดยยังไม่ได้สวดมนต์เลย
ละครน้ำเน่า ถ้าไม่มีเรื่องตบกันจนจอแตก ก็ต้องตีกันจนเลือดท่วมจอ นอนดูเพลินจนหลังขดหลังแข็ง บางทีนอนคอเคล็ดอีกต่างหาก ส่งผลให้เรื่องสุดท้ายที่ติดใจของเราไปตอนหลับ ก็คือ เรื่องที่ตบกันจอแตก หรือตีกันเลือดท่วมจอ ทำให้นึกถึงอู่ทะเลบุญไม่ออก จึงไม่ได้นอนในอู่ทะเลบุญ ตื่นเช้าขึ้นมาให้นึกถึงองค์พระก็นึกไม่ออก
ธรรมชาติของคนที่ตื่นขึ้นมาใหม่ จะนึกถึงเรื่องสุดท้ายก่อนเข้านอน ถ้าก่อนนอนดูละครน้ำเน่า ใจจะขุ่นมัวทั้งก่อนนอนและตื่นนอน
เพราะฉะนั้น ใครมีทีวีอยู่ในห้อง เดี๋ยวก็ไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้ไหว้พระ หลวงพ่อขอให้เอาออกไปนอกห้องนอนเสีย แล้วจะทำให้เราตรงต่อเวลา ทำให้มีเวลาพูดกับลูกหลาน ก่อนนอนจะฝึกให้เด็กกราบพ่อแม่ จะให้พรลูกหลาน ก็ทำได้ในเวลานั้น ก่อนนอนเด็กจะนึกถึงคำอวยพรของพ่อแม่ พอตื่นขึ้นมาคำอวยพรของพ่อแม่ก็ยังติดอยู่ในใจ ทำให้เด็กมีจิตใจดี ไม่ขาดความอบอุ่น

ดังนั้น ห้องนอน คือ ห้องมหาสิริมงคล มีไว้ใช้ปลูกฝังศีลธรรม ทบทวนบัญชีบุญ-บาป ให้พรลูกหลานก่อนนอน กราบพ่อกราบแม่ก่อนนอน นั่งสมาธิก่อนนอน ทำให้ชีวิตเกิดสิริมงคล

๒. ห้องน้ำ คือ ห้องมหาพิจารณา
ตื่นเช้าขึ้นมา เมื่อเราออกจากห้องนอน ก็จะไปห้องน้ำ
ห้องน้ำเป็นห้องมหาพิจารณา คือ ฝึกคิดให้ตรงตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต เพราะห้องนอนหรือห้องอื่น ๆ เช่น ห้องครัว ห้องทำงาน เวลาจะใช้ สามารถใช้พร้อม ๆ กันได้หลายคน ยิ่งห้องครัวด้วยแล้ว หลายคนล้อมโต๊ะกินข้าวกัน แต่ห้องน้ำใช้ได้ทีละคนเท่านั้น จึงมีเวลาที่จะพิจารณาตัวเองมาก

หน้าที่หลักของห้องน้ำมีอะไรบ้าง

๑) เป็นที่พิจารณาความไม่งามของร่างกาย
พิจารณาอายุของเราที่ผ่านไปแต่ละวันแต่ละคืนก็ตรงนี้ แล้วความหลงตัวเองก็จะหมดไป ความเคียดแค้นชิงชังใครก็จะไม่มี
๒) เป็นที่พิจารณาความเสื่อมโทรมของร่างกายที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
๓) เป็นที่พิจารณาความเป็นรังแห่งโรคของร่างกาย
ห้องน้ำเป็นห้องพิจารณาความมีโรคภัยไข้เจ็บของเรา ที่สำคัญที่สุด ห้องน้ำเป็นห้องสำหรับรักษาสุขภาพอย่างดี

หลวงพ่อขอฝากไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่ยังมีลูกเล็กอยู่ด้วย ถามว่าเวลาเราป่วยไข้ไปหาหมอ หมอต้องการอะไรจากเราอย่างรีบด่วน ถ้าเฉพาะหน้า เขาก็ต้องการเจาะเลือดมาตรวจดู ต้องการวัดความดัน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เดี๋ยวก็ขออุจจาระและปัสสาวะมาตรวจ เมื่อเรารู้อย่างนี้ ทำไมจะต้องรอให้ป่วยด้วย ก็หัดตรวจอุจจาระ ปัสสาวะ ของตัวเองให้เป็นจากในห้องนี้ แล้วสุขภาพจะดี

ตอนนี้หลวงพ่ออายุ ๖๙ ปี สุขภาพยังใช้ได้ เพราะหมั่นตรวจดูความปกติหรือไม่ปกติของอุจจาระ ปัสสาวะ ของตัวเองเป็นประจำ ดูกระทั่งสบงจีวรที่นุ่งที่ห่มแต่ละวัน กลิ่นสาบสางมีอย่างไร เพราะถ้าคนจะป่วยจะไข้ จะมีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า ตั้งแต่กลิ่นเสื้อกลิ่นผ้ามันจะบอก จากนั้นดูอุจจาระ ปัสสาวะ ตั้งแต่สี กลิ่น ของมันจะบอก ตรงนี้ฝากด้วย ใช้ห้องน้ำ ใช้ให้เป็น

ฝึกให้ทุกคนในบ้านทำความสะอาดห้องน้ำให้เป็น

แล้วไม่ว่าฐานะเราจะดีอย่างไร ในเรื่องห้องน้ำส่วนตัว ต่อให้เราเป็นมหาเศรษฐีมีเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ตาม หัดดูแลห้องน้ำตัวเองด้วย ฝึกให้ลูกดูแลห้องน้ำของเขาให้เป็น ไม่อย่างนั้นเขาจะดูแลสุขภาพไม่เป็น ตอนลูกเล็ก ๆ ฝึกให้เขาหัดขัดส้วมของเขาด้วย แล้วโตขึ้นจะเป็นคนไม่เกี่ยงงาน ต่อไปเบื้องหน้าแม้พ่อแม่ป่วย หรือตัวเขาป่วย เขาจะดูแลพ่อแม่เป็น ถ้าเขาจะต้องเช็ดอุจจาระ ปัสสาวะ หรือจะเทอุจจาระ ปัสสาวะ ให้พ่อแม่ก็ตาม เขาจะไม่รังเกียจ ที่สำคัญ เขาจะดูแลสุขภาพของเขาเป็น เรื่องนี้มองข้ามไม่ได้

หลวงพ่อได้เรื่องนี้มาจากโยมพ่อ แล้วก็มาได้อีกครั้งอย่างมากที่คุณยาย แล้วอีกครั้งหนึ่งได้ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เนื่องจากเรียนวิชาสัตวบาล มีเป็ดไก่เป็นพัน ๆ ตัว วัวนมวัวเนื้ออีกเป็นร้อย ๆ ตัว ควายนมเป็นฝูง หมูเป็นฝูง มาให้เราดู

สมัยเรียน วิชาที่เรียนบังคับให้ตอนเช้าจะต้องดูสุขภาพเจ้าสัตว์พวกนี้ก่อน แล้วจึงจะไปเข้าห้องเรียนได้ ต้องเดินผ่านคอกสัตว์เหล่านี้ แต่สัตว์บอกไม่ได้ว่ามันป่วย วัวก็บอกไม่ได้ ไก่ก็บอกไม่ได้ แล้วทำอย่างไร ก็ต้องไปดูอุจจาระ ปัสสาวะของมัน มองปราดไป เห็นผิดปรกติตรงไหน เดี๋ยวรีบไปตามหาให้ได้ว่า อุจจาระกองนี้ของสัตว์ตัวไหน แล้วก็รักษาแก้ไขกันไป ทำให้ดูแลสุขภาพสัตว์จำนวนพันมาได้อย่างนี้

หลวงพ่อเลยสะท้อนมาถึงตัวเองว่า คุณยายก็จ้ำจี้จ้ำไชเรื่องห้องน้ำกับหลวงพ่อไว้มากว่า ให้ไปอบรมพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา

คุณยายใช้คำหนึ่งว่า ถ้าเขายังไม่เต็มใจขัดห้องน้ำให้เป็น ท่านอย่าให้บวชนะ ถ้าบวชต่อไปข้างหน้า เขาจะเป็นคนที่เกี่ยงงาน แล้วเกี่ยงทุกอย่าง ดูถูกคนก็ปานนั้น

ดังนั้น พวกเราหวังจะให้ลูกหลานของเราได้ดี อย่ามองข้ามการงานในห้องน้ำ

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*