คำถวายเทียนพรรษา
ยัคเฆ ภัณเตสังโฆ ปะฏิชานาตุ มะยัง ภัณเต เอตัง ปะทีปะยุฆัง สะปะริวารัง เดมาสัง พุทธัสสะ ปูชะนัตถายะ อิมัสมิง อุโบสถาฆาเร นิยาเทมะ สาธุโนภัณเต อะยัง เตมาสัง พุทธัสสะ ปูชะนัตถายะ ปะทีปะยุคัสสะ อานิสังโส อัมหากัง เจวะมาตาปิตุอาทันัญจะ ปิยะชะนานัง ทีฆรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังวัตตะตุ ฯ
คำแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับทราบ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายเทียนเล่มนี้ พร้อมกับของบริวารไว้ ณ อุโบสถแห่งนี้ เพื่อเป็นพุทธบูชาตลอดพรรษา ขออานิสงส์แห่งการถวายเทียนเล่มนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย แก่ปิยะชนทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย ตลอดกาลนานเทอญ ฯ
เข้าพรรษา ต้องเข้าถึงธรรมะภายใน
ศูนย์สื่อการเรียนรุ้พระพุทธศาสนา
วันเข้าพรรษา
ถือว่าเป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่นนอกจากมีเหตุจำเป็นบางประการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเว้นไว้ฯ หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา (“พรรษา″ แปลว่า ฤดูฝน, “จำ″ แปลว่า อยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นศาสนพิธีสำหรับพระภิกษุโดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา
ประวัติวันเข้าพรรษา
ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์สาวกอยู่ประจำพรรษา เหล่าภิกษุสงฆ์จึงต่างพากันออกเดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ โดยไม่ย่อท้อทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ต่อมาชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า พวกสมณะไม่ยอมหยุดพักสัญจรแม้ในฤดูฝน ในขณะที่นักบวชในศาสนาอื่น พากันหยุดเดินทางในช่วงฤดูฝน การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน อาจเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวบ้านได้รับความเสียหาย หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนถึงแก่ความตาย เมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงได้วางระเบียบให้ภิกษุประจำอยู่ที่วัดเป็นเวลา 3 เดือน พระสงฆ์ที่เข้าจำพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่นไม่ได้ แต่ถ้าหากเดินทางออกไปแล้วและไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือ ก่อนรุ่งสว่าง ก็จะถือว่าพระภิกษุรูปนั้น”ขาดพรรษา″
แต่หากมีกรณีจำเป็นบางอย่าง พระภิกษุผู้จำพรรษาสามารถไปค้างที่อื่นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษา แต่ก็จะต้องกลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน เรียกว่า “สัตตาหกรณียะ” เช่น
- สหธรรมิก (ผู้มีธรรมอันร่วมกัน) หรือมารดาบิดาป่วย ไปเพื่อรักษาพยาบาล
- สหธรรมิกกรวะสันจะสึก ไปเพื่อระงับ
- มีกิจสงฆ์เกิดขึ้น เช่น วิหารชำรุด ไปเพื่อปฏิสังขรณ
- ทายกบำเพ็ญกุศล ส่งมานิมนต์ไปเพื่อบำรุงศรัทธา
แม้ธุระอื่นนอกจากนี้ ที่เป็นกิจจะลักษณะอนุโลมตามนี้ก็ไปค้างคืนที่อื่นได้ และต้องกลับมาภายใน 7 วัน
ประเภทของการเข้าพรรษา
การเข้าพรรษาแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1 . ปุริมพรรษา (เขียนอีกอย่างว่า บุริมพรรษา) คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (สำหรับปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน จะเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง) จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐินซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
2. ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน
เครื่องอัฏฐบริขารของภิกษุระหว่างการจำพรรษา
โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระภิกษุตามพุทธานุญาตที่ให้มีประจำตัวนั้น มีเพียง อัฏฐบริขาร ซึ่งได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน แต่ช่วงหน้าฝนของการจำพรรษาในสมัยก่อนนั้น กว่าพระสงฆ์จะหาที่พักแรมได้ บางครั้งก็ถูกฝนเปียกปอน ชาวบ้านผู้ใจบุญจึงถวาย “ผ้าจำนำพรรษา″ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ผ้าอาบน้ำฝน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยน และยังถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันเป็นพิเศษในช่วงเข้าพรรษา จนเป็นประเพณีทำบุญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ประโยชน์ในการเข้าพรรษาของพระภิกษุ
1. ช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่นา ดังนั้นการกำหนดให้ภิกษุสงฆ์หยุดการเดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยให้พันธุ์พืชของต้นกล้า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไม่ได้รับความเสียหายจากการเดินธุดงค์
2. หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา 8 – 9 เดือน ก็เป็นช่วงที่ให้พระภิกษุสงฆ์ได้หยุดพักผ่อน
3. เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนให้กับประชาชนเมื่อถึง วันออกพรรษา
4. เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับกุลบุตรผู้มีอายุครบบวช อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
5. เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น การทำบุญตักบาตร หล่อเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอบายมุข และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดเวลาเข้าพรรษา
การปฏิบัติตนในวันเข้าพรรษา
แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญ รักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณรที่ตนเคารพนับถือ หรือมีการช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น
มีประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันเรื่อยมา ก็คือ ประเพณีหล่อเทียนพรรษา สำหรับให้พระภิกษุและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์ซึ่งเทียนพรรษาสามารถอยู่ได้ตลอด 3 เดือน และเป็นกุศลทานอย่างหนึ่งในการให้ทานด้วยแสงสว่าง อีกทั้งมีการ “ประกวดเทียนพรรษา″ ของแต่ละจังหวัดโดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ
กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันเข้าพรรษา โดยทั่วไปที่ควรปฏิบัติ ณ วัดใกล้บ้านของเราคือ
1. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา หรือถวายกองทุนแสงสว่าง
2. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน ร่ม หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่คาดว่าคณะสงฆ์น่าจะนำไปใช้ได้ดีในฤดูฝนนี้
3. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล
4. ตั้งจิตอธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ
5.ปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาพุทธเจ้าให้เข้าใจและน้อมนำไปปฏิบัติ
สำหรับการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมะภายใน
อาตมาขอน้อมนำโอวาทและคำสอนของพระเทพญาณมหามุนี ได้ให้โอวาทถึง พระรัตนตรัยภายใน ไว้ว่า
การเข้าถึงกายธรรม อันนี้ เรียกว่า เข้าถึงไตรสรณคมน์
ไตร ก็แปลว่า 3 คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พระพุทธ คือ พระพุทธรัตนะ คือ พระธรรมกายที่ใสเป็นแก้ว ธรรมรัตนะ ก็ดวงธรรม ที่อยู่ภายในของธรรมกายเป็นบ่อเกิดแห่งคำสอนแห่งความรู้ทั้งหลาย สังฆรัตนะ ในที่นี้หมายถึง สังฆรัตนะที่ละเอียด ที่เป็นแก้วจริง ๆ เป็นสังฆรัตนะจริง ๆ ที่จะรักษา จะทรงจำ พระธรรมวินัย คำสอนทั้งหมด ความรู้ทั้งหมดอยู่ในกลางธรรมรัตนะ
เพราะฉะนั้นไตรแปลว่า ๓ เมื่อเราเข้าไปถึงอย่างนี้เรียกว่าเราเข้าถึงรัตนตรัย ไตรแปลว่า ๓ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สรณะก็แปลว่าที่พึ่ง ที่ระลึก เมื่อเข้าไปถึงแล้วพึ่งท่านได้ อบอุ่นใจทีเดียว ไม่มีความทุกข์เจือปนเลย ท่านจะขจัดทุกข์โศกโรคภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งหมดได้ ภัยในอบายภูมิ ภัยวัฏสงสาร หรือภัยต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันอันนี้ ความทุกข์ทั้งหลายที่ทำให้โศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ร่ำพิไรรำพันอะไรต่าง ๆ ก็จะหมดสิ้นไป ความโศก ความแห้งใจ ความคับแค้นใจ อึดอัดใจ ความเศร้า ความเหงา ความเสียใจ ร่ำพิไรรำพัน อาลัยอาวรณ์อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะหมดสิ้นไป เป็นสรณะเป็นที่พึ่งและก็เป็นที่ระลึกด้วย คือระลึกถึงท่านได้แล้วเมื่อไหร่
ใจจรดติดท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว เป็นสุขอย่างเดียว นี้เป็นสรณะ ยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว หรือเสมอเท่านี้ก็ไม่มี มีแต่ต่ำกว่า อรูปพรหมนั้นก็ต่ำกว่าอันนี้ พรหมก็ต่ำกว่านี้ เทวดาก็ต่ำกว่าอันนี้ จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี รัฐมนตรี หรือใครก็แล้วแต่ก็ต่ำกว่านี้ทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นเสมอเท่านี้หรือยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว จึงเป็นสรณะ
คมน ก็แปลว่าแล่นเข้าไป หรือแปลว่าเข้าถึงนั่นเอง
ไตรสรณคมน์ คมน แปลว่าเข้าถึง เข้าไปถึงตัวจริงและก็จะเป็นอย่างนี้ ถ้าเข้าถึงรัตนะทั้ง ๓ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ก็จะเป็นที่พึ่ง คือเป็นที่พึ่งและเป็นที่ระลึก มีความสุขอย่างเดียว ทุกข์ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตัวของพวกเราทุกคน เป็นสิ่งที่ผู้ฉลาดที่เกิดมาในภพนี้ ชาตินี้จะต้องแสวงหา ไม่ควรมัวเมาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสารในโลกนี้ เพราะสิ่งทั้งหลายจะเป็นคน เป็นสัตว์เป็นสิ่งของ มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตามก็เป็นแค่เครื่องอาศัย พบปะเจอะเจอกันชั่วครั้งชั่วคราว ผลัดกันขอยืมชื่นชมกันไป แล้วก็พลัดพรากจากกันไปเท่านั้นเอง
ดังนั้นมีพุทธพจน์อยู่บทหนึ่งที่ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้อันตระการประดุจราชรถที่คนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่” ว่าท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ คือเชิญชวนพวกเราทั้งหลายมาดู อันตระการประดุจราชรถ ราชรถของพระราชาสมัยก่อนนั้นงามมาก ท่านเปรียบเทียบกับสิ่งที่งามของโลกนี้ จะเป็นคนเป็นสัตว์เป็นสิ่งของ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส ธรรมารมณ์ อะไรก็แล้วแต่ งามก็ได้แค่แบบราชรถ ซึ่งไม่ช้ามันก็ผุพังไป ที่คนเขลาหมกอยู่ คือ คนที่ไม่ฉลาดหรือความรู้ยังไม่สมบูรณ์ ยังหมกมุ่นอยู่ มัวเมาอยู่ เพลิดเพลินอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ คือผู้ที่เข้าถึงธรรมกายติดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมกาย รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดไปหมด ไม่ติด แค่คิดแต่เพียงว่าเป็นเครื่องอาศัยกันเท่านั้นเอง บ้านที่ว่าของเรา นี่ก็ของชั่วคราว พี่น้องของเรา สามีของเรา ภรรยาของเรา สมบัติอะไรต่าง ๆ ของเราก็ชั่วครั้งชั่วคราว มันไม่ใช่เป็นจริงเป็นจัง แต่ของเราจริง ๆ ก็ต้องติดกับเราไปตลอด เราบังคับบัญชาได้อยู่ในโอวาท อยู่ในคำสั่ง อยู่ในอำนาจของเราตลอดเวลา แต่ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น มันมีแต่พลัดพราก และก็แตกดับเสื่อมสลายกันไป เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวมันก็ไม่ดี ผีเข้าผีออกกันไปอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นไม่จริงไม่จัง ที่คนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ นี่หมายเอาธรรมกายทีเดียว เพราะผู้รู้จะต้องหมายเอาธรรมกายอันเดียว อันอื่นนั้นน่ะยังรู้ไม่สมบูรณ์ ยังรู้ไม่จริง รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง รู้ถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง แต่รู้จริง ๆ แล้ว ต้องธรรมกายอย่างเดียว ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ หรือพอติดในธรรมกายแล้วอย่างอื่นก็ไม่อยากได้ก็เฉย ๆ นี่เป็นสิ่งที่ท้าทาย และก็เชิญชวนที่พวกเราทั้งหลาย ควรจะทุ่มเทชีวิตจิตใจฝึกเอาให้ได้ ปฏิบัติเอากันให้ถึง เอากันจริง ๆ จัง ๆ กันทีเดียว อาทิตย์หนึ่งเราควรจะหาโอกาสมาปฏิบัติธรรมร่วมกันที่วัดพระธรรมกายนี่ เพื่อมาทบทวนความไม่จำของพวกเรา หรือเพื่อมาเพิ่มความขยันให้แก่เรา ซึ่งเรามักจะยอมขี้เกียจ ยอมแพ้ซะจนกระทั่งไม่ยอมชนะ อาทิตย์หนึ่งก็ควรจะมาเพิ่มเติมกันซักครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยอาทิตย์ต้นเดือนเราก็มาประชุมพร้อมกัน มาฟังโอวาท มาปฏิบัติธรรมะร่วมกัน และก็มาบูชาข้าวพระ
เราเห็นดวงแก้วหรือเห็นองค์พระหรือเห็นแสงสว่างแค่แวบเดียวสว่างขึ้นมาในใจ อานิสงส์เกิดขึ้นยิ่งใหญ่ไพศาลนัก ยิ่งกว่าสร้างโบสถ์สร้างวิหาร ๑๐ หลังทีเดียว เพราะว่านั่นยังเป็นบุญในกามาวจร ยังเวียนว่ายตายเกิด แต่เห็นแสงสว่างเห็นดวงแก้ว เห็นองค์พระใส เกิดขึ้นในกลางกาย อันนี้เป็นหนทางที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นต้นทางทีเดียว เพราะฉะนั้นอยากจะได้บุญใหญ่ เราก็จะต้องทำอย่างนี้ หากเรามีทรัพย์น้อย อยากจะได้บุญใหญ่ ประหยัดสุดประโยชน์สูง ก็ต้องทำอย่างนี้แหละ ต้องปฏิบัติธรรมะ ทางนี้เป็นทางลัดให้เข้าถึงองค์พระ ให้เข้าถึงดวงแก้ว ดวงธรรมภายใน ให้เข้าถึงกายในกายให้ทำกันอย่างนี้นะจ๊ะ
โอวาทและคำสอนของพระเทพญาณมหามุนี เรื่อง พระรัตนตรัยภายใน 7 มกราคม 2533
โดยสรุปแล้วอาตมามีความคิดว่าการเข้าถึงธรรมะภายในนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะต้องศึกษาและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษานี้อากาศกำลังสบายไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไปเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม พระภิกษุสงฆ์ท่านก็จะได้มีเวลาปฏิบัติธรรมในช่วงนี้มากขึ้น ในส่วนของสาธุชนทั่วไปนั้นสามารถที่จะกำหนดเขตจำพรรษาของเราได้โดยกำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดให้ใจเราหยุดนิ่งตรงกลางใจตลอดทั้งพรรษา แล้วสาธุชนทุกท่านจะสมหวังในการเข้าถึงธรรมะภายในในช่วงเข้าพรรษานี้อย่างแน่นอน



